ทำฟันวิธีไหนให้ไม่ต้องถอนฟัน

 

คำถามที่พบบ่อยอีกคำถามก็คือ “ทำฟัน รักษาฟันยังไงให้ไม่ต้องถอนฟัน” ซึ่งคำถามนี้ใครที่กำลังมีปัญหาฟันผุไปถึงโพรงประสาทฟันจนต้องถอนฟันออกคงจะต้องกำลังหาคำตอบอยู่แน่ๆเลยใช่ไหมละครับว่า การทำฟันชนิดไหนที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งสาเหตุก็คงจะเป็นเพราะคงไม่มีใครอยากจะต้องถอนฟันออกไปแน่ๆ รวมถึงตัวผมเองก็เช่นกัน เพราะฟันของเราๆก็คงไม่ใช่ฟันน้ำนมที่จะงอกขึ้นมาแทนที่ได้อีกเหมือนกับเด็กๆอายุ 8 9 ปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะในวันนี้เรามีวิธีการทำฟันที่สามารถแก้ไขปัญหาถูกบังคับถอนฟันได้มาฝากกันครับ

การทำฟันชนิดที่สามารถรักษาฟันให้คงอยู่เหมือนเดิมโดยที่ไม่ต้องถอนฟันซี่นั้นออกไปก็เรียกว่า “การรักษารากฟัน” นั่นเอง การรักษารากฟันนั้นเป็นวิธีการทำฟันที่จะช่วยรักษาฐานของรากฟันให้ยังคงรับน้ำหนักตัวฟันต่อไป เนื่องจากว่ากรณีที่เชื้อโรคกัดกินเข้าไปถึงชั้นโพรงประสาทฟันหรือรากฟันแล้วจะทำให้รากฟันตายและทำให้ฟันซี่นั่นไม่สามารถทรงตัวได้ แต่การรักษารากฟันนี่แหละที่จะเป็นการทำฟันที่ช่วยทำให้รากฟันที่ตายยังคงรับน้ำหนักของตัวฟันได้ สาเหตุที่ต้องใช้คำว่ารากฟันที่ตายก็เนื่องจากว่า การรักษารากฟันไม่ได้ทำให้รากฟันที่ตายไปแล้วกลับมาฟื้นฟูสภาพได้ แต่เป็นการทำให้รากฟันนั้นรับน้ำหนักได้เฉยๆนั่นเอง จึงทำให้แม้ว่าฟันซี่นั้นจะผ่านการรักษารากฟันมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าฟันซี่นั้นจะมีความแข็งแรงเท่ากับฟันปกติ แต่การทำฟันรักษาฟันชนิดนี้มีจุดประสงค์เพียงแค่ทำให้เรามีฟันอยู่ครบเท่าเดิมและใช้บดเคี้ยวอาหารได้เท่านั้นครับ

สำหรับขั้นตอนการทำฟันชนิดนี้ก็จะเริ่มที่ทันตแพทย์จะกรอเนื้อฟันของฟันซี่ที่มีปัญหาลงไปจนถึงช่วงคลองฟัน และหลังจากนั้นทันตแพทย์ก็จะใส่ยาฆ่าเชื้อโรคพร้อมทำความสะอาดประมาณ 3-4 ครั้งพร้อมปล่อยให้แห้ง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าในการทำฟันครั้งนี้จะไม่มีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ แล้วหลังจากนั้นทันตแพทย์ก็จะทำการรักษารากฟันโดยใช้วัสดุอุดรากฟันเข้าไปทำการรักษา เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ฟันที่ควรจะถูกถอนออกไปยังคงอยู่และใช้การได้ดังเดิมครับ แต่ก็ตามที่บอกไปฟันที่ผ่านการรักษารากฟันจะไม่มีความคงทนเท่ากับฟันปกติ เราจึงต้องระมัดระวังในการเคี้ยวอาหารและการใช้งานฟันซี่นั้นไม่ให้หนักเกินไปครับ เช่นการเคี้ยวของแข็งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>